fbpx

ร้อยไหม

การร้อยไหม คือ เทคนิคที่นำมาใช้ช่วยยกกระชับ ฟื้นฟูสภาพผิว ลดเลือนริ้วรอยและปรับรูปหน้า หลักการของเทคนิคนี้ คือ การใช้ไหมร้อยเข้าไปใต้ผิวหนังเพื่อให้เกิดความกระชับเต่งตึง ไหมที่ใช้เป็นไหมละลายชนิดพิเศษที่ผลิตมาโดยเฉพาะ(ไม่ใช่ไหมละลายที่ใช้ในการเย็บแผลทั่วไป) ไหมที่ใช้ในกระบวนการนี้ผลิตจากวัสดุหลากหลายแบบ แต่ชนิดที่นำมาใช้อันแรกๆ และยังนิยมใช้กันมากที่สุดคือไหมละลาย PDO ทำจากโพลีไดออกซาโนน (Polydioxanone) เป็นวัสดุเดียวกับที่ใช้ทำไหมเย็บเส้นเลือดหัวใจ นอกจากไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้แล้วขบวนการหลังการเย็บด้วยไหมยังแข็งแรงแต่ไม่ระคายเคืองเนื้อเยื่อ ไหมจากวัสดุอื่นๆ ก็มีการพัฒนาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการร้อยไหมได้ดีขึ้น เช่น ไหม p(LA-CL) polylactide-carprolactone ไหมต่างๆ เหล่านี้มีการตรวจสอบความปลอดภัยก่อนการนำเข้า และได้รับการรับรองความปลอดภัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 

ชนิดของเส้นไหมที่นิยมใช้มี 4 แบบ ดังนี้

1 เส้นไหมเรียบเส้นเดี่ยว (Mono threads) เป็นไหมเส้นเรียบ ไม่มีเงี่ยง ปุ่มเหรือเกลียว ส่วนใหญ่จะใช้ร้อยไหมชนิดนี้บริเวณคอ หน้าผาก และใต้ตา เส้นไหมชนิดนี้จะช่วยให้ผิวหนังเต่งตึงแต่ช่วยในการยกได้น้อย เนื่องจากข้อจำกัดในการดึงของตัวไหม อาศัยหลักการสร้างคลอลาเจนอิลาสตินใต้ผิวหนังที่ทำการร้อยมากกว่าการดึงผิว

2.เส้นไหมเกลียว (Screw threads) เป็นเส้นไหมเส้นเดียวหรือสองเส้นเกลียวเข้าด้วยกัน เส้นไหมชนิดนี้มีประโยชน์ช่วยเพิ่มปริมาตรบริเวณผิวหนังที่ยุบตัวหรือเป็นแอ่ง เส้นไหมเกลียวจะให้ผลแข็งแรงกว่าไหมเส้นเรียบ ส่วนใหญ่ไหมเกลียวเหมาะกับการยกชั้นผิวหนังที่หย่อนยานโดยการทำให้เกิดการตึงผิวบริเวณที่ร้อย

3.เส้นไหมเงี่ยง (Cog threads) เป็นไหมที่ขนาดใหญ่ขึ้นมีเงี่ยงตลอดแนวไหม เพื่อทำหน้าที่ยึดเกาะด้านในชั้นผิวหนัง เงี่ยงมีประโยชน์ทำหน้าที่คล้ายโครงสร้างที่จะช่วยยกเนื้อเยื่อหรือผิวหนังที่หย่อนยานขึ้นไปตามแนวไหม คอลลาเจนจะถูกกระตุ้นให้มีการสร้างขึ้นใหม่รอบเส้นไหมและบริเวณเงี่ยง เส้นไหมชนิดนี้เหมาะกับการยกกระชับ ปรับรูปหน้าให้เรียว ดึงผิวได้มากกว่าไหมสองชนิดแรก จึงใช้ในการวางแผนการดึงผิวในบริเวณที่มีความหย่อนคล้อยมาก เช่น กรอบหน้า ใต้คาง

4.เส้นไหมแขวน(Suspension threads) เป็นไหมพัฒนาใหม่ล่าสุด ลักษณะเป็นไหมเงี่ยงติดเข็มสองด้าน ระหว่างสองด้านของเส้นไหมออกแบบมาให้เป็นจุดดึงเพื่อให้เกิดแรงที่มากขึ้นของไหมเงี่ยงสองด้านดึงเข้าหากัน ต้องอาศัยการออกแบบและแนวการร้อยโดยเฉพาะเพื่อให้เกิดแรงดึงที่เหมาะสมในการดึงหน้าและจัดรูปหน้าให้ละมุนละมัย เหมาะสำหรับการเก็บความหย่อนคล้อยในบริเวณที่ดึงโดยทั่วไปทำได้ยาก เช่น มุมปาก กรอบหน้า โหนกแก้ม

การร้อยไหมเข้าไปบริเวณใต้ผิวหนัง ผิวหนังบริเวณนั้นจะถูกดึงรั้งและยกขึ้นตามทิศทางแนวของการร้อย เป็นขบวนการแรก หลังจากนั้นร่างกายจะสร้างขบวนการการอักเสบ ทำให้เกิดการสร้างเส้นเลือดใหม่ หลั่งสารที่จำเป็นในการสร้างเนื้อเยื่อ มีผลทำให้เกิดการกระตุ้นเซลล์ที่มีหน้าที่สร้างเส้นใยคอลลาเจน ให้สร้างคอลลาเจนใหม่มาพันรอบแนวเส้นไหม มีผลให้เกิดการดึงรั้งผิวหน้า ทำให้ผิวหน้าเต่งตึงและกระชับ พร้อมทั้งช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตมาเลี้ยงชั้นผิวหนังเพิ่มขึ้นด้วย เป็นกระบวนการที่สอง หลังจาก 3 เดือน จะเข้าสู่กระบวนการละลายของเส้นไหมและการหดตัวของเส้นใยคลอลาเจนที่สร้างมา ทำให้หน้ากระชับมากขึ้น ได้รูปทรงและอ่อนเยาว์ เป็นกระบวนการที่สาม ไหมสลายตัวได้หมดภายใน 8 เดือน และจะให้ประสิทธิผลต่อผิวหนังในระยะเวลาประมาณ 2 ปี

โดยสรุปการร้อยไหมมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงหลายอย่าง ตั้งแต่การเลือกวัสดุที่ผลิตไหม ชนิดของไหม รูปแบบความหย่อนคล้อย ของผิวว่าควรจะใช้ไหมชนิดไหน เทคนิคอะไรในการรักษาให้ได้ผลดี คุ้มค่าการลงทุนทั้งเงิน เวลา ความเสี่ยง ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญ คลินิกที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุดและปลอดภัย

ราคา : 
ไหม mono 5 เส้น ( ไหมเรียบ ) ราคา 6000 บาท

ไหม cog 4 เส้น ( ไหมเงี่ยงปลา ) ราคา 12,000 บาท ( มีผ้ารัดหน้าให้ )

ไหม cog 8 เส้น ( ไหมเงี่ยงปลา ) ราคา 22,000 บาท ( มีผ้ารัดหน้าให้ )

ไหม Slink Lift 1 เส้น ( ไหมแขวน ) 12 CM. ราคา 65,000 บาท ( มีผ้ารัดหน้าให้ ) 

ไหม Slink Lift 1 เส้น ( ไหมแขวน ) 23 CM. ราคา 80,000 บาท ( มีผ้ารัดหน้าให้ )

** การเลือกจำนวนเส้นขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ **

แชร์เลย
Close Menu