BOTULINUM TOXIN

BOTULINUM TOXIN

Botulinum Toxin คืออะไร

ก่อนจะไปทำความรู้จักกับ Botulinum Toxin อยากให้ทุกคนปรับเข้าใจกันสัดนิด เพราะที่ผ่านมาคนทั่วไปมักเรียกเจ้าสารตัวนี้ผิดๆ ว่า Botox แต่จริงๆ แล้ว คำว่า Botox เป็นชื่อยี่ห้อ มาจากบริษัทขายยาซึ่งจดทะเบียนทางการค้า จำหน่ายเนื้อยาจากสารที่มีชื่อว่า Botulinum Toxin 

Botulinum Toxin เป็นสารที่สร้างจากแบคทีเรีย คลอสติเดียม โบทูลินัม (Clostridium Botulinum) มีฤทธิ์ไปยับยั้งเส้นประสาทเลี้ยงกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อหยุดทำงานและเกิดการคลายตัว สมัยก่อนนับเป็นสารอันตราย แต่ปัจจุบันนำมาใช้ในการรักษา ป้องกันการหดเกร็งกล้ามเนื้อ ใช้รักษาโรคมากมาย เช่น โรคชักกระตุก คอบิดเบี้ยว ตาเหล่ คนที่มีแผลที่ทวารหนัก การฉีดสาร Botulinum Toxin โดยเทคนิคเข้ากล้ามเนื้อ นำมาใช้ในด้านความงาม แพทย์จะนำมาฉีดที่บริเวณใบหน้า เพื่อลดริ้วรอย และปรับรูปหน้า

มาที่เทคนิคการฉีด Botulinum Toxin ชั้นผิวหนัง (ID Technic) นับเป็นเทคนิคที่ค่อนข้างปลอดภัย เพราะกระขบวนการฉีดจะอยู่ที่ผิวหนังเท่านั้น ซึ่งต่างจากการฉีดเข้ากล้ามเนื้อโดยตรง มีความเสี่ยงต่อกล้ามเนื้อผิดรูป ซึ่งแพทย์จากเมดิแคร์ ได้รับการฝึกอบรมเฉพาะด้านการฉีดเข้าชั้นผิวหนัง เป็นเทคนิคเฉพาะทางเมดิแคร์

ข้อดีของการฉีด Botulinum Toxin ชั้นผิวหนัง (ID Technic) 

1. การฉีดเข้าชั้นผิวหนังจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกล้ามเนื้อแม้แต่น้อย โดยแพทย์จะฉีดเข้าชั้นหนังกำพร้า หนังแท้ และบางครั้งอาจจะลึกถึงแค่เหนือชั้นกล้ามเนื้อเท่านั้น

2. การฉีด Botulinum Toxin เข้าชั้นผิวหนัง จะทำให้เกิดการหดตัวของคอลลาเจนและอีสาสติน เกิดการกระชับของชั้นผิวหนัง โดยแพทย์จะวางแผนในการฉีด กำหนดตำแหน่งการฉีดที่ถูกต้อง ทำให้ยกกระชับใบหน้าได้อย่างแม่นยำ ตรงกับความต้องการของคนไข้

3. กระตุ้นการเพิ่มปริมาณสเต็มเซลล์ที่ชั้นผิวหนัง ผลของการเพิ่มสเต็มเซลล์เหล่านี้ จะช่วยปรับปรุง ซ่อมแซม เสริมสร้าง คุณภาพผิว ปรับรูปหน้า และผิวหนังกระชับมากขึ้น

4. โดยปกติการฉีดและปรับรูปหน้าบนชั้นผิวหนัง แพทย์จะนัดคนไข้มาฉีดทุก 2-4 สัปดาห์ ในกลุ่มวัยรุ่นหนุ่มสาว ที่ไม่พบปัญหาคุณภาพผิว แต่มีปัญหาด้านรูปหน้า อวบอ้วน หน้าเบี้ยว กรามใหญ่ แต่สำหรับกลุ่มผู้ใหญ่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป แพทย์จะนัดมาฉีดประมาณ 5-10 ครั้ง แล้วแต่คุณภาพผิวของแต่ละราย ห่างกันทุก 2-4 สัปดาห์ เพราะเป็นวัยที่เริ่มมีปัญหาคอลลาเจนและอีอาสตินน้อยลงตามอายุ

5. กระบวนการฉีดสาร Botulinum Toxin ใช้ปริมาณต่ำ อัตราการดื้อต่ำ จึงใช้งบประมาณค่อนข้างน้อย แต่คนไข้อาจต้องฉีดบ่อยๆ โดยระยะเวลาจะขึ้นอยู่กับกลุ่มกลุ่มอายุ ที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น

6. ไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่ได้ผลมากน้อยแค่ไหน จะขึ้นอยู่กับฝีมือและประสบการณ์ของแพทย์ และขึ้นอยู่กับการวางแผนก่อนลงมือฉีด Botulinum Toxin ให้กับคนไข้

7. ใช้ยาปริมาณน้อย งบประมาณเหมาะสมกับคุณภาพ แต่อาจต้องฉีดบ่อยๆ โดยแบ่งเป็นกลุ่มเด็กวัยรุ่น และกลุ่มผู้ใหญ่ตามที่กล่าวมาข้างต้น

สรุปหลักการฉีด Botulinum Toxin เข้าชั้นผิวหนัง

1.สามารถปรับรูปหน้า (Face Lifting)

2.คนไข้สามารถแสดงสีหน้า (Facial Expression) เป็นธรรมชาติ

3.สามารถฉีดได้ทั่วใบหน้า ไม่มีข้อจำกัด แม้แต่นำมาประยุกษ์ใช้บริเวณแขน ขา หน้าอก ฯลฯ

ปัจจุบัน เมดิแคร์สามารถฉีดแบบผสม ทั้งแบบเข้ากล้ามเนื้อและชั้นผิวหนัง เช่น หัวคิ้ว ตีนกา กราม ในการปรับรูปหน้า ในการปรับคุณภาพผิว แต่จะเน้นฉีดเข้าชั้นผิวหนังทั้งสิ้น ที่สำคัญแพทย์ในเมดิแคร์ทุกท่านได้รับการอบรม ได้รับความรู้ความเข้าใจของเทคนิคในชั้นผิวหนังมาอย่างดี คนไข้อาจกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย แต่อยากให้มั่นใจว่าเป็นราคาที่ยุติธรรม เพราะฉีดแล้วผลการรักษาดี การปรับแต่งรูปหน้าทำได้ดี ด้วยหัตถการจากแพทย์ที่มากด้วยประสบการณ์ด้านความงามกว่า 20 ปี และ Botulinum Toxin ที่ใช้ สด ใหม่ สะอาด ผ่าน อย. ไม่ใช้ของหิ้ว ไม่ใช้ของปลอม หรือใช้น้ำเปล่าฉีด

ดังนั้น จึงอยากให้แลกกับผลงาน และผลการรักษาที่คุ้มค่า ปลอดภัย ทำแล้วไม่เสียเปล่า สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูข้อมูลต่างๆ ได้ที่ www.medicareclinic.com สอบเพิ่มเติมโทร 02-319-2525 เราพร้อมให้คำปรึกษาทุกกรณี โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

Q&A

1. เมดิแคร์ใช้ยี่ห้ออะไรฉีดคะ?
มีBotulinum toxin ให้เลือกได้หลายยี่ห้อ ตามความต้องการ ความเหมาะสม และความพึงพอใจของผู้รับบริการ เช่น Dyspot (จากประเทศอังกฤษ), Hugel (จากประเทศเกาหลี) Nabota (จากประเทศเกาหลี) เป็นต้น และที่สำคัญที่สุดต้องผ่าน อย.เท่านั้น
ฉีดโดยแพทย์ที่มีประสบการณ์ในการฉีดBotulinum toxin ภายใต้ Steride technique และUniversal precaution
ดูแลเอาใจใส่ในทุกขั้นตอนการทำโดยแพทย์ และพนักงานที่มีประสบการณ์

2. ฉีด Botulinum Toxin อันตรายมั้ย?
อาจมีผลข้างเคียงเช่นหางตาตก ในบางรายพบว่ามีอาการปวดศีรษะหรือปวดในบริเวณที่ฉีด หรือบางรายเคี้ยวอาหารได้ยากขึ้นโดยเฉพาะอาหารที่แข็งและเหนียวเพราะการขยับกล้ามเนื้อในบริเวณที่ฉีดมีความหนืดมากขึ้น ในบางรายก็มีอาการข้อต่อของขากรรไกรมีความแข็งแรงไม่เท่าเดิมอีกด้วย แต่ก็จะหายไปเองในเวลาที่ไม่นาน ฉะนั้นนอกจากการเลือกยี่ห้อที่ผ่านอย.แล้ว การเลือกหมอก็สำคัญมากค่ะ ถ้าคุณหมอมีความเชี่ยวชาญอาการข้างเคียงที่กล่าวมาก็แทบจะไม่เกิดขึ้นเลยค่ะ

3. หลังฉีด Botulinum Toxin ควรดูแลตัวเองอย่างไรบ้าง?
หลังการฉีด Botox ห้ามนอนราบภายใน 4-6 ชั่วโมง และควรบริหารกล้ามเนื้อโดยการแสดงสีหน้าในบริเวณที่ฉีดบ่อยๆในช่วง 4-6 ชั่วโมงแรก
อย่าบีบนวดในบริเวณที่ฉีดเพราะจะทำให้ Botox กระจายไหลไปตามจุดต่างๆ ที่ไม่ได้ฉีดได้ ซึ่งจะส่งผลให้มีอาการไม่พึงประสงค์อย่างเช่นหน้าผากตึงหรือหางคิ้วชี้ขึ้นมากไป หรือหนังตาตก เป็นต้น
ภายในระยะ 2สัปดาห์แรกในบริเวณที่ฉีดไม่ควรโดนความร้อน

4. ผู้ที่ไม่ควรฉีด BotulinumToxin?
1.ผู้ป่วยโรคระบบกล้ามเนื้อ
2.ผู้ที่มีประวัติแพ้ Albumin
3.ผู้ที่มีประวัติแพ้ Botulinum toxin
4.หญิงมีครรภ์ หรือหญิงที่อยู่ระหว่างให้นมบุตร

ราคา​

  • Dysport (ของประเทศอังกฤษ) เริ่มต้นที่ ราคา 10,000 บาท

  • Hugel (ของประเทศเกาหลี) เริ่มต้นที่ ราคา 6,250 บาท

  • Nabota (ของประเทศเกาหลี) เริ่มต้นที่ ราคา 8,000 บาท

Scroll to Top
%d bloggers like this: